กันยายน 20, 2017

ผู้ดำเนินรายการ นายพิชัย  สมบูรณ์วงศ์ และนางจิรนันท์  เสนานาญ

 

วิทยากร อาจารย์วินัย      วิริยะอลงกรณ์  สาขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การปฏิบัติดูแลไม้ผลช่วงฤดูแล้ง  เช่น  ลำไย  ลิ้นจี่  มะม่วง  ช่วงฤดูแล้งและสภาพของประเทศขาดแคลนน้ำ  ต้องหมั่นดูแลโดยเฉพาะการให้น้ำอย่างประหยัด

-  โดยใช้วัสดุคลุมโคนต้น

-  การให้น้ำอย่างประหยัด  ให้ที่ละต้น  งานวิจัยของ  รศ. สมชาย  องค์ประเสริฐ  และ  อาจารย์วินัย  วิริยะอลงกรณ์

การเลี้ยงหอยขม

หอยขมเป็นสัตว์น้ำที่เป็นอาหารของคนได้ ในอดีตตามแหล่งน้ำนั้นมีมากมายไม่ต้องมีการเลี้ยงไปเก็บกันตามแหล่งน้ำธรรมชาติ  แต่ปัจจุบันแหล่งน้ำในธรรมชาติเกิดมลภาวะทำให้สัตว์น้ำลดจำนวนลงจนน่าใจหาย  รวมทั้งหอยขมก็ไม่เว้น  ทำให้นักวิชาการต้องหันกลับมามองสัตว์น้ำที่ทุกคนมองข้ามโดยมีการศึกษาวิจัยการเลี้ยงหอยขมในบ่อปูนและในกระชัง  ซึ่งคุณค่าทางอาหารของหอยขมนั้นสูงถึง 12 เปอร์เซ็นต์  และหารับประทานยาก  การเลี้ยงหอยขมสามารถเลี้ยงรวมกับปลาได้โดยหอยจะกินตะไคร้น้ำเศษอาหารปลาที่ติดอยู่ที่พื้นบ่อเป็นอาหาร โดยเราไม่ต้องให้อาหารเพิ่ม ข้อดีของหอยขมอีกอันก็คือหอยขมเป็นสัตว์ที่มีทั้ง 2 เพศในตัวเดียวกันและจะออกไข่เป็นตัวไม่ต้องการการนำมาผสมพันธุ์เพียงแต่เก็บแม่หอยมาปล่อยในบ่อหอยจะขยายพันธุ์ได้เอง ฤดูที่หอยขมจะสามารถเจริญได้ดีระหว่างเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคม เกษตรกรที่สนใจต้องการเลี้ยงหอยขมสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คณะเทคโนโลยีและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ผู้ดำเนินรายการ นายพิชัย สมบูรณ์วงศ์และนางจิรนันท์ เสนานาญ
วิทยากร ดร. จงกล พรมยะ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การประชาสัมพันธ์
1. การประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยแม่โจ้ประจำปี  2553 ระหว่าง 26-27 พฤษภาคม 2553
2. การจัดการฝึกอบรม  หลักสูตร การเพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่าต้นทุนต่ำเพื่อเป็นอาหารปลา ในวันที่ 17 และ 20  พฤษภาคม 2553   รับจำนวนรุ่นละ  30 คน

ประโยชน์ของสาหร่ายสไปรูลิน่า
สาหร่ายสไปรูลิน่ามีสารสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เจริญเติบโตในน้ำกร่อยและอุ่น ที่มีคุณ สมบัติเป็นด่าง คำว่าสไปรูลิน่ามาจากภาษา ลาติน Helex หรือ Spiral (เกลียว) ซึ่งหมายถึง รูปร่างที่มีลักษณะเส้นหมุนรอบขึ้นไปเหมือน ก้นหอยนี้ มีส่วนประกอบที่พิเศษ คือ มีอะมิโนโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง กว่าเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่ สามารถผลิตได้เอง แต่ร่างกายต้องการใช้ เป็นประจำทุกวัน
1. ไอโซลูซีน (Isoluecine) ที่ช่วยในการเจริญเติบโตพัฒนาการของความทรงจำ และยังใช้ในการสังเคราะห์กรดอะมิโนไม่จำเป็นบางตัวในร่างกายอีกด้วย
2. ลูซีน (Luecine) กระตุ้นการทำงานของสมองทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังมากขึ้น
3. ไลซีน (Lysine) เป็นโครงสร้างของเซลล์เม็ดเลือด ที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้กับระบบไหลเวียนโลหิต และทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ
4. เมไธโอนีน (Methionine) ช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมันและกรดไขมัน ทำให้ตับมีสุขภาพดี และยังลดความเครียดของสมอง
5. เฟนินอลานีน (Phynynollanine) ช่วยให้ต่อมไธรอยด์นำไปใช้สร้างไธรอยด์ฮอร์โมนที่ควบคุมพลังงานพื้นฐานของร่างกายที่เรียกว่า BMR
6. เทรโอนีน (Threonoine) ช่วยให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารเป็นปกติ และช่วยให้การดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสโลหิตเป็นไปได้ด้วยดี
7. ทริปโตแฟน (Tryptophan) ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาวิตามิน B มาใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลทำให้ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น เชื่อว่าให้ผลในการควบคุมอารมณ์และทำให้ใจเย็นลงได้
8. วาลีน (Valine) กระตุ้นการทำงานของระบบการควบคุมอารมณ์ และการประสานงานการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ
มีวิตามินจำพวกเบตา คาโรทีนมากกว่าผักถึง 25 เท่า มีธาตุเหล็ก สูงกว่าตับถึง 28 เท่า และเป็นแหล่งรวมของ วิตามิน บี 12

ผู้ดำเนินรายการ นายพิชัย  สมบูรณ์วงศ์ และนางจิรนันท์  เสนานาญ

วิทยากร อาจารย์ปรีชา รัตนัง  สาขาพืชผัก  ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การเพาะเมล็ดมะละกอ

เมื่อได้เมล็ดมะละกอจากผลแล้วโดยนำเมล็ดมะละกอมาล้างเมือกออกให้หมดก่อน  จากนั้นนำไปผึ่งในที่ร่มให้แห้ง   การเพาะเมล็ดโดยเตียมกระบะทราย และทรายที่จะเพาะเมล็ดให้นำไปล้างน้ำซัก 2 ครั้งเพื่อให้เมล็ดวัชพืชหลุดออหลุดไป หลังจากนั้นนำทรายใส่ในกระบะ ทำร่องแล้วนำเมล็ดฝังลงไปกลบด้วยทรายหนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วรดน้ำให้ชุ่ม นำกระบะที่เพาะเมล็ดแล้วใส่ในถุงอบขนาดใหญ่มัดถุงให้โป่ง  นำไปวางเรียงไว้กลางแจ้ง ประมาณ 2 สัปดาห์เมล็ดมะละกอจะงอก ซึ่งวิธีนี้เป็นการกระตุ้นให้เมล็ดงอกเร็วขึ้นซึ่งบริษัทผลิตต้นกล้ามะละกอจำหน่ายนำไปทำเป็นการค้า

ผู้ดำเนินรายการ นายพิชัย สมบูรณ์วงศ์และนางจิรนันท์ เสนานาญ

วิทยากร อาจารย์วินัย    วิริยะอลงกรณ์   สาขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เรื่อง   การเตรียมต้นไม้ผลเพื่อปลูก

1. การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ โดยควรเลือกพันธุ์ที่ในท้องถิ่นนิยมบริโภคภายในชุมชนและในท้องถิ่นใกล้เคียงบริโภค เพื่อจะได้สามารถจำหน่ายได้ อย่าเลือกพันธุ์ที่ในท้องถิ่นไม่นิยมปลูกเพราะถ้าตลาดที่อื่นไม่ซื้อยังสามารถขายในท้องถิ่นได้

2. การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ ควรเลือกซื้อกิ่งพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือมีการรับรองพันธุ์จากหน่วยงานที่เชื่อถือได้

การนำผลการประเมินมาปรับปรุง

จากการประเมินความพึงพอใจของผู้รับฟังรายการวิทยุในปี งบประมาณ 2552   ผู้รับฟังรายการวิทยุต้องการให้เชิญผู้ที่ทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงมาพูดคุยถึงแนวคิดและการปฏิบัติมาพูดคุย  ทางรายการแม่โจ้สัมพันธ์จึงได้เชิญคุณครูประทุม สุริยา บ.สันป่ายาง ต.สันป่ายาง  อ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้รับรางวัลในระดับชาติ มาพูดคุยในรายการ ผ่านทางโทรศัพท์  ในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำโครงการชุมชนพอเพียง  โดยซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและการปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นไปตามความต้องการของคนในชุมชนเอง  การทำต้องการทำแบบบูรณาการโดยให้ชาวบ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล นักวิชาการประชุมร่วมกัน   และให้หน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้  ซึ่งการทำโครงการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงลักษณะนี้ จะทำให้คนในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มปฏิบัติด้วยตนเองจะทำให้เกิดความยั่งยืน

ผู้ดำเนินรายการ นายพิชัย  สมบูรณ์วงศ์ และนางจิรนันท์  เสนานาญ

วิทยากร นางสาวสุภาวดี  บุญธรรม   ศูนย์ปฎิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง  อ.แม่ริม

จ.เชียงใหม่

 

การทำปุ๋ยหมักด้วยเศษวัสดุด้วยพด.1

การผลิตปุ๋ยหมัก โดยใช้สารเร่ง พด.-1 และวิธีการต่อเชื้อ

โครงการปรับปรุงดินด้วยอินทรียววัตถุ ได้ดำเนินการผลิตสารเร่งสำหรับทำปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ย่อยเศษพืชให้เป็นปุ๋ยหมักได้รวดเร็ว ยิ่งขึ้น และให้ใด้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดีและ ปลอดภัย ผลิตภัณฑ์สารเร่งที่ทางกรมพัฒนา ที่ดินผลิตนี้ คือ พด.-1 สารเร่งชนิดนี้ประกอบ ด้วย เชื้อจุลินทรีย์รวมกันหลายสายพันธุ์ อยู่ในสภาพแห้งซึ่งสะดวกแก่การนำไปใช้และ การเก็บรักษา มีคุณสมบัติ โดยสังเขปดัง ต่อไปนี้

สารเร่งพด.-1 ประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ เป็น เชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ที่มีประโยชน์เป็นเชื้อจุลินทรีย์ ประเภทรา บักเตรี และ แอคติโมมัยซีส ซึ่งสามารถย่อยสลายเศษพืชให้เป็นปุ๋ยหมัก ใช้ได้อย่าง รวดเร็ว เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ช่วยประหยัดเวลาในการทำ ปุ๋ยหมัก และสามารถนำปุ๋ยหมักไปให้ทันกับความต้องการ และได้ปุ๋ยหมัก ที่มีคุณภาพดี ทั้งนี้เพราะเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์เป็นพวก ที่ทำการย่อยเศษพืชได้ดีในสภาพที่กองปุ๋ยมีความร้อนสูง สภาพดังกล่าว จะช่วยทำลายเมล็ดวัชพืชหรือเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ได้ กรมพัฒนาที่ดินได้นำสาร เร่งนี้มาทดลองเพื่อย่อยเศษพืช ปรากฏว่าสามารถย่อยฟางข้าวใหม่ให้เป็น ปุ๋ยหมักใช้ได้ภายในเวลาไม่เกิน 30-45 วัน และกากอ้อยซึ่งสลายตัวยาก เป็นปุ๋ยหมักใช้ได้ไม่เกิน 60 วัน และได้ปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์และมีคุณภาพดี

ส่วนผสมในการกองปุ๋ยหมัก

 

เศษพืชแห้งหรือวัสดุอื่น ๆ

1,000

กก.หรือ 1 ตัน
(ประมาณ 8-10 ลบ.ม.)

มูลสัตว์

200

กก.

ยูเรีย

2

กก.

สารเร่ง พด.-1

150

กรัม (1 ถุง)

วิธีการกองปุ๋ยหมัก
นำวัสดุที่จะใช้กองปุ๋ยหมักแบ่งเป็น 4 ส่วน (ในกรณีที่กอง 4 ชั้น) โดยเมื่อกองปุ๋ยหมักเสร็จ ควรมีขนาดของกองกว้าง 2-3 เมตร สูงประมาณ 1.0-1.5 เมตร โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. นำวัสดุที่จะใช้ทำปุ๋ยหมัก ส่วนแรกมากองเป็นชั้น ให้มีความกว้าง 2-3 เมตร สูงประมาณ 30-40 ซม. โดยย่ำให้แน่น และรดน้ำให้ชุ่ม
2. นำมูลสัตว์โรยบนชั้นของวัสดุให้ทั่ว สำหรับการกองปุ๋ยหมัก 4 ชั้นนี้ จะใช้มูลสัตว์ชั้นละประมาณ 50 กก. รดน้ำให้ชุ่ม
3. นำปุ๋ยยูเรียโรยลงบนชั้นของมูลสัตว์ สำหรับการกองปุ๋ยหมัก 4 ชั้นจะ.โรยยูเรียชั้นละประมาณ 0.5 กก. รดน้ำอีกเล็กน้อย
4. นำสารเร่ง พด.-1 จำนวน 150 กรัม (1 ถุง) มาละลายน้ำ 20 สิตร แล้วคนให้สารเร่งละลายให้ทั่วกัน ประมาณ 15 นาที แล้วแบ่งไว้ 5 ลิตร นำไปรดให้ทั่วชั้นที่ 2, 3 และ 4 ต่อไป
5. นำวัสดุกองทับลงบนชั้นแรกของกองปุ๋ยหมัก แล้วปฏิบัติแบบเดียว กับการกองปุ๋ยหมักชั้นแรก ดำเนินการจนกระทั่งครบ 4 ชั้น โดยชั้นบนสุด ควรโรยทับด้วยมูลสัตว์ หรือดินที่อุดมสมบูรณ์ให้ทั่วผิวหน้าของกองปุ๋ยหมัก
สำหรับการใช้ฟางข้าวทำปุ๋ยหมัก จะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน และสามารถนำปุ๋ยที่ได้ไปต่อเชื้อสำหรับกองปุ๋ยหมักกองใหม่ได้เป็นอย่างดี หรือนำไปใช้เป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดินตามความต้องการต่อไป

"การทำปุ๋ยหมัก-โดยวิธีการต่อเชื้อ"
การทำปุ๋ยหมัก-โดยวิธีการต่อเชื้อ หมายถึง การทำปุ๋ยหมักโดยใช้ ปุ๋ยหมักที่เป็นแล้วมาเป็นต้นตอของเชื้อจุลินทรีย์ หรือสารตัวเร่งสำหรับการ กองปุ๋ยหมักครั้งใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเร่งประเภทจุลินทรีย์ทุกครั้งที่ทำปุ๋ยหมัก
การนำเอาปุ๋ยหมักจากกองเดิมมาเป็นต้นตอของเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อใช้ทำปุ๋ยหมักครั้งใหม่นี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง กล่าวคือ เกษตรกรลงทุนเพียงครั้งเดียวก็สามารถนำปุ๋ยหมักที่ทำได้มาใช้เป็น ต้นเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อทำปุ๋ยหมักครั้งต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะ

จุลินทรีย์ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายในกองปุ๋ยหมักกองเดิมยังคงมีชีวิตอยู่และยังมีความสามารถที่จะย่อยสลายเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมักใน คราวถัดไปได้อีก การทำปุ๋ยหมักโดยวิธีการต่อเชื้อ นับได้ว่าเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และลดต้นทุนในการผลิตปุ๋ยหมักได้เป็น อย่างดี แต่เกษตรกรจะต้องมีการดูแลและเก็บรักษาปุ๋ยหมักที่จะนำไปต่อเชื้อนี้ ให้อยู่ในสภาพที่ดี คือจะต้องไม่ทิ้งตากแดดตากลม และควรให้มีความชื้น อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยหมักด้วย

ผู้ดำเนินรายการ นายพิชัย สมบูรณ์วงศ์และนางจิรนันท์ เสนานาญ
วิทยากร อาจารย์ปรีชา รัตนัง สาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การประชาสัมพันธ์
1. การประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยแม่โจ้ประจำปี  2553 ระหว่าง 26-27 พฤษภาคม 2553

การปลูกพริก
พริกมีอยู่หลายกลุ่มซึ่งการเพาะปลูกคงต้องขึ้นอยู่กับตลาดและประโยชน์ใช้สอย เช่น ในพริกกลุ่มที่นำไปทำน้ำพริกหนุ่มทางภาคเหนือจะปลูกพริกในกลุ่มพริกหนุ่มขาวเพราะจะได้น้ำพริกที่มีสีสันสวยงาม ส่วนพริกในกลุ่มพริกหนุ่มเขียวจะส่งไปจำหน่ายยังตลาดกลางในกรุงเทพฯ นำไปทำอาหารเช่นการผัดพริก ถ้าจะนำไปแปรรูปเป็นพริกตากแห้งเม็ดใหญ่ต้องใช้พริกที่มีสีแดงเรียกพริกแดงมัน ส่วนที่นำมาบริโภคจะเป็นพริกขี้หนูสวนหรือพริกชี้ฟ้า

ขั้นตอนการเพาะกล้าพริก  ต้องทำการเพาะในถาดหลุมเนื่องจากในปัจจุบันราคาเม็ดพริกสูงมากตกประมาณ เม็ดละ 1 บาทและต้องใช้วัสดุที่เหมาะสมในการเพาะกล้า ประมาณกระสอบละ 300 บาทเพื่อลดปัญหาการเกิดโรคของพริกตั้งแต่ระยะต้นกล้า ซึ่งวัสดุเพาะนั้น 1 กระสอบสามารถเพาะได้ถึง 16 ถาด  1 ถาดมีประมาณ 120 หลุม ต้นทุนการเพาะกล้าพริกตกอยู่ต้นละประมาณ 1 บาท ต้นกล้าที่ได้ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคหงิกงอ
การเตรียมต้นกล้า  เพื่อเป็นการลดต้นทุนในเรื่องวัสดุปลูก  ให้ดินปลูก 1 กระสอบ นำมาผสมขี้เถ้าแกลบ ขี้เลื่อยที่ผ่านการหมักแล้วประมาณ 6 เดือน นำมาเติมลงในถาดหลุมให้เต็ม  หรืออาจใช้วัสดุเพาะเป็นทรายแม่น้ำก็ได้แต่ต้องมีการล้างทรายให้สะอาด เก็บเศษหญ้า เศษเมล็ดหญ้าออกให้หมด แล้วนำทรายใส่ลงในตะกร้าพลาสติกปูด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ขีดให้เป็นแถวลึก 1 ซม. นำเมล็ดพริกหยอดแล้วกลบด้วยทราย  นำอิฐบล็อกหรือไม้ทำเป็นที่วางไม่ควรวางถาดกับพื้นดิน จากนั้นนำถาดที่หยอดเมล็ดแล้วใส่ในถุงอบ หรือนำไปวางไว้ในกระโจมพลาสติกจะทำให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้นประมาณ  15 วันเมล็ดจะงอกรอให้มีใบจริง จึงแยกลงถาดหลุมเลี้ยงต่อไป ถ้าจะให้ต้นกล้าพริกเจริญเติบโตได้เร็วให้รดด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร และควรแช่ไว้ 1 คืนเพื่อปุ๋ยละลาย  และหลังจากรดปุ๋ยแล้วให้ทำการล้างใบด้วยเพื่อป้องกันใบพริกไหม้
การเตรียมหลุมปลูก  การเตรียมดินปลูกควรมีการเตรียมดินก่อนปลูกโดยวัดปริมาณธาตุอาหารในดินหรือวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง ถ้าดินเป็นกรดให้โรยด้วยปูนขาวอัตรา 200 กิโลกรัมต่อไร่ และให้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม 1-2 กำมือต่อหลุม  กล้าพริก 1 ไร่จะปลูกพริกได้ประมาณ 3,000 หลุม การคลุมหญ้าให้ซื้อพลาสติกสีดำในการคลุมดิน

รายการวิทยุ วันที่   13 มิถุนายน  2553

ผู้ดำเนินรายการ นายพิชัย  สมบูรณ์วงศ์ และนางจิรนันท์  เสนานาญ

วิทยากร ผศ.ดร.บัญชา  ทองมี  คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

 

การประชาสัมพันธ์ ขอเชิญเที่ยวงาน มหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตร ระหว่างวันที่ 23-27 กรกฎาคม 2553 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งภายในงาน มีการจำหน่ายสินค้ามากมาย เช่น สินค้าเกษตร 242  บูต  สินค้าโอทอบ  100 บูต  สินค้าทั่วไป  100 บูต และกลางคืนมีการแสดงมากมายจากวงดนตรีชื่อดัง  การแข่งขันชกมวยไทย

 

ให้คำปรึกษาด้านการเพาะพันธุ์ปลาดุก

การเพาะพันธุ์ลูกปลาดุกบิ๊กอุยที่เลี้ยงในบ่อปูน  ปลาดุกบิ๊กอุยเป็นลูกผสมระหว่างปลาดุกรัสเซียและแม่พันธุ์ปลาดุกอุย ลูกผสมปลาดุกบิ๊กอุย ไม่ควรนำมาเพาะพันธุ์ต่อเพราะไข่ปลาจะสุกไม่พร้อมกันทำให้ยากต่อการดูแล ถ้าเพาะพันธุ์แบบธรรมชาติ  แต่ถ้าใช้วิธีการผสมเทียมซึ่งจะมีขั้นตอนที่ยุงยากและมีขั้นตอนในการปฏิบัติ โดยต้องทำการรีดไข่ปลาดุกใส่ในกะละมังแล้วต้องผ่าท้องตัวผู้เอาน้ำเชื้อมาผสมกับไข่ในกะละมัง โดยใช้ขนไก่คนเบาๆ นำไปใส่ในมุ้งน้ำไหล ผ้าเขียวรอฟักตัว

การดูแลรักษามะม่วง

ในช่วงนี้อากาศหนาวเย็นมากขึ้น ไม้ผลที่ต้องการอุณหภูมิต่ำในการชักนำการออกดอก เริ่มตั้งแต่มะม่วงเป็นต้นไปทยอยออกดอก แล้วซึ่งการดูแลรักษามะม่วงช่วงออกดอกจะมีโรคและแมลงที่สำคัญอยู่ไม่กี่ตัว เช่น เพลี้ยจักจั่น หนอนกินดอกมะม่วง จะเริ่มระบาด วิธีการป้งอกันกำจัดโดยการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เซพวิน 85 หรือ คลอไพรีฟอส เป็นต้น ส่วนโรคที่สำคัญ คือโรคราน้ำค้าง ใช้ สารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คอบเปอร์ออกซี่คลอไรด์ ถ้าไม่ต้องการใช้สารเคมีฉีดพ่นให้ใช้สมุนไพรหรือสารไล่แมลงอื่นๆ เช่น น้ำส้มควันไม้

มะม่วงติดผลเท่าผลมะนาว ให้หมั่นดูแลแมลงพวกเพลี้ยไฟ เพราะจะมีผลต่อสีผิวมะม่วงทำให้เป็นขี้กลาก ขายไม่ได้ราคา หลังจากนั้นใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อผล หรือถ้าเป็นน้ำดอกไม้สีทองให้ใช้ถุงกระดาษคาร์บอนห่อผิวมะม่วงจะสวยงามก่อนห่อควรฉีดพ่นสารป้อกันกำจัดเชื้อราด้วย

การให้ปุ๋ย ควรใช้ปุ๋ยทีมีตัวหน้าสูง เช่น 25-7-7 หรือ สูตรอื่นๆ ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักก็ได้

Page 1 of 3